Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

แมง กับ แมลง

วันนี้คันไม้คันมือ ขอไขข้อสงสัยจากเด็กโต๊ะมุมห้องทำงานเสียหน่อย

แมง กับ แมลง…ต่างกันยังไง…

 

โดยปกติมนุษย์เนี่ย คำว่า แมลง เราก็มักพูดเป็น แมง แทนได้ เช่น แมลงวัน เป็น แมงวัน หรือ แมลงหวี่ เป็น แมงหวี่ แต่พอสัตว์นั่นเป็น แมง มาก่อน คนก็จะไม่แผลงไปเรียกว่า แมลง เด็ดขาด เช่น แมงดา แมงมุม (อ่า..ทำไมอะ)

 

แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้เราแยกความต่างอะไรๆ ได้อยู่ดี เป็นแค่เรื่องที่น่าสนใจมากเท่านั้น…ว่ามันทำไม… (แล้วกูจะเอามาโปรยก่อนทำไมเนี่ย!!)

 

เข้าเรื่องดีกว่า หลังจากการค้นคว้าและวิจัยมานิดๆ หน่อยๆ ก็พบว่า แมงกับแมลงในอดีตนั้นความหมายเหมือนกันเปี๊ยบ ใช้แทนกันได้ไม่ขัดเขิน โดยราชบัณฑิตจะให้นิยามที่เหมือนกันมาแล้วบอกว่าแมลงนั้นแผลงมาจากคำว่าแมงอีกที (จริงดิ) แต่นั่นก็สร้างความสับสนวุ่นวายให้มนุษย์โลกไม่น้อย เพราะมันก็ยังดูเหวอๆ เคว้งๆ หาหลักไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ได้ (โดยเฉพาะชาวพิสูจน์อักษร) พอถึงปี 2525 จึงนิยามใหม่ให้เห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้นมาอีกนิด และใช้ยาวมากระทั่งปัจจุบัน คือ

 

แมง น. ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่มีร่างกายแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่งและส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง

มีขา หรือ ๑๐ ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก เช่น แมงมุม แมงดาทะเล แมงป่อง

มักเรียกสับกับคําว่า แมลง.

 

แมลง [มะแลง] . ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่

แบ่งออกเป็น ส่วน เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง

มี ขา เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังพวกเดียวที่มีปีกซึ่งอาจมี หรือ คู่

แต่อาจพบพวกที่ไม่มีปีกก็ได้ (เอ๋….?) เป็นสัตว์ที่มีมากชนิดที่สุดในโลก เช่น แมลงวัน แมลงภู่ (ส่วนนี้รวมไปถึงชื่อหอยบางชนิดด้วยนะ) แมลงสาบ (อี๋) แมลงปอ (ล้อคลื่นนะคะพี่ๆ นักบอล^^) มักเรียกสับกับคําว่า แมง.

 

**ที่เหมือนกันมีดังนี้…เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก ไม่มีกระดูกสันหลัง

**และที่แตกต่างก็คือ 

- แมง เมื่อโตจะแบ่งร่างกายเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหัว และ ส่วนท้อง

ส่วน แมลง ร่างกายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง

- แมง มี 8-10 ขา ส่วน แมลง มี 6 ขา

- แมง ไม่มีปีก ส่วน แมลง มีปีก 1-2 คู่ หรืออาจไม่มีก็ได้ 

 

แม้จะยังแยกยากและยากแยกอยู่ แต่ก็ยังดีที่มีข้อให้แยกได้บ้าง แล้วเราก็จะได้รู้ว่า ทาทารักสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ร่างกายแบ่งเป็น 3 ส่วน มี 6 ขา และอาจจะมีปีกด้วย…ฮิฮิ

คนมีแฟน 2 คนในเวลาเดียวกันไม่ได้ฉันใด คำ 2 คำความหมายเดียว ก็ต้องเลือกใช้ตัวเดียวฉันนั้น

ฉันต้องมนตร์ กับ ฉันต้องมนต์ ต่างกันตรงไหน (คนไม่อินดี้มักตอบว่าก็เขียนต่างกันไง) (แต่คนอินดี้มักไม่ตอบอะไรเลย ‘ไม่สนใจเพราะกูอินดี้’)

คำตอบคือความหมายเหมือนกันทุกประการ มนตร์ และ มนต์ อยู่ในพจนานุกรมทั้งคู่ แถมอยู่ในบรรทัดเดียวกันและใช้ความหมายร่วมกันด้วย จะต่างกันก็เพียงแค่เจ้าของ (ดังนั้นจะใช้คำโฆษณาว่า “เจ้าของเดียวกับ…” ไม่ได้ (อดเล่นเลย…)) มนต์ เจ้าของคือ บาลี ส่วน มนตร์ เจ้าของคือ สันสกฤต

แล้วจะใช้ยังไง (คำถามของคนไม่อินดี้) วิธีการใช้นั้น หลังจากที่ได้ศึกษามาแล้วพบว่ามันเป็นวิธีค่อนข้างจะสากลก็คือ เราจะใช้ มนต์ (บาลี) กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา อาทิ พระพุทธมนต์ และเลือกใช้ มนตร์ (สันสกฤต) กับศาสนาหรือความเชื่ออื่นๆ อาทิ เวทมนตร์

สรุป วิธีการจดจำอย่างง่ายก็คือ สวดมนต์ กับ ร่ายมนตร์ นั่นเอง ง่ายอะดิ ตะลึงเลยใช่ม้าาาาา

นอกจากคำนี้ก็ยังมีคำให้เราต้องเลือกใช้ซึ่งหาเหตุผลในการเลือกได้ยากยิ่งอีกมากมาย เช่น วิกฤต กับ วิกฤติ, สิทธิ์ กับ สิทธิ, สรุป กับ สรูป (อ่า..อันนี้ก็เพิ่งรู้ แต่เลือกใช้ตามหลักประชานิยมได้ ไม่ยากอะไร) ฯลฯ

จะใช้กันยังไงก็เลือกกันให้ดี ในบทความเดียว ก็ไม่ควรมีถึงสอง เพราะมีแต่จะทำให้เกิดความเจ็บปวด (เอ๋…นี่มันเรื่องอะไรกันแน่นะ…)

กล้วย แกง ชี ใคร ‘บวช’

          มีเซ็กซ์กันมานานเกินไปแล้ว ทิ้งไว้นานกว่านี้อาจทำให้เกิดอาการติดเซ็กซ์ได้

          มาพูดเรื่องดีงามกันบ้าง เหมือนจะเป็นเรื่องศาสนา แต่ว่าเป็นเรื่องของกินว่ะ แม่ชีใช้บวช ช ช้าง ไม่น่าจะต้องสืบ แต่บวชชีมันดันโลภ มีซะ 2 ความหมาย บวชชีอีกแบบนั้นไม่ต้องพึ่งพาผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ใช้ผู้ชายทำก็ได้ ขอเพียงมีกล้วย (อ่า… 2 ประโยคนี้ติดกันไม่ค่อยดีนะ ว่ามั้ย… (สาบานได้ว่าเขียนก่อนคิด แต่ก็ไม่ลบนะ^^)) มักจะใช้กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ ทำ น้ำตาลที่ใช้ก็เป็นน้ำตาลทราย บางคนอาจจะผสมน้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนดบ้างเล็กน้อยก็ได้ น้ำจึงมีลักษณะขาวข้น คล้ายกับสีเครื่องแต่งกายของแม่ชี จึงเป็นที่มาของชื่อกล้วยบวชชี

          จากข้อมูลทั้งหมด เราก็เลยเข้าใจและสรุปเอาเองว่า การนำไปต้มกะทิ ก็คือการบวช ซึ่งย่อมาจาก บวชชี ดังนั้น ขนมหวานต้มกะทิทั้งหลายแหล่ก็ควรจะเขียนเป็น แกงบวช อะดิ แต่ด้วยวิชาชีพ จะมาเดาใส่ไปก็ใช่ที่ จึงได้สอบถามไปยังคณะราชฯ (ราชบัณฑิต) ก็ได้คำตอบว่า เราไม่ใช้มันบวชนะคะ ใช้เป็น มันต้มกะทิค่ะ อืมมม บอกไปตรงๆ ก็เป็นวิธีการที่ถูกต้องดีนิ   

          แต่…เมื่อเปิดพจนานุกรม..เรากลับพบคำว่า แกงบวด หา! แล้วตกลงว่า บวดมาไงวะ…

          ถามต่อไปยังเด็กบอร์ดคณะราชฯ ได้ความมาว่า… ‘แกง เป็นชื่ออาหารประเภทของคาว แต่เมื่อประกอบกับคำว่า บวด เป็นคำว่าแกงบวด เป็นชื่อของหวานที่ใช้เผือก มัน ฟักทอง กล้วยห่าม หรือสาเก ต้มกับน้ำตาลและกะทิ. น้ำตาลที่ใช้คือน้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลโตนดก็ได้ จึงทำให้สีออกไปทางน้ำตาล’

          ตอบกลับมาเพียงเท่านี้…

          ทำให้ขณะนี้ แม้จะรู้การใช้ตัวสะกดที่ถูกต้อง แต่ข้อสงสัยที่ว่าทำไมเป็น ด เด็กได้วะ ก็ยังไม่กระจ่าง จึงสรุปตุ่นๆ ได้เพียงว่า กล้วยบวชชี เป็นสับเซ็ตของ แกงบวด และกล้วยบวชชีใช้น้ำตาลทรายเป็นหลัก จึงมีสีที่ขาวกว่าแกงบวดชนิดอื่น ดังนั้นจึงใช้ ช ช้าง แบบการบวชชีที่นุ่งขาวห่มขาวได้……….

          และสรุปได้อีกอย่างว่า…หนีเซ็กซ์ได้ซะทีนะ

เมื่อมีเซ็กซ์

หลายคนสงสัยว่าในหนังสือที่เราตรวจ คำทับศัพท์แกะมายังไง ทำไมคำนี้เขียนแบบนั้น คำนั้นเขียนแบบนี้  มีเหตุผลมั้ย เขียนแบบนี้ก็ได้นี่ ทีเล่มอื่นยังใช้ตัวนี้การันต์เลย ทำไมอะ กรี๊ดๆ

บางอย่างเราก็สงสัย พยายามจะหาคำตอบเรื่อยมา

และครั้งนี้ เราได้นำคำตอบที่ชัดเจนมาหนึ่งคำมาเผยแพร่ให้ได้รับรู้กัน เนื่องจากความเก็บกด ที่งานนอกที่เรารับตรวจนั้นไม่ยอมเชื่อและใช้คำตามเรา นั่นคือ เซ็กซ์ ซึ่งก็พบเห็นกันบ่อยๆ  เอ่อ…หมายถึงคำนะ

คืองี้

s = ส, ซ  แล้วการออกเสียง

e = อี, เอ

x = กซ์

ชัดเจน เซ็กซ์ เหตุและผลครบถ้วน เหมาะจะใช้ในนิตยสารที่เราประจำการ

แต่เมื่อมีจ๊อบนอกผันผ่านมา ส่วนใหญ่ขอแก้เป็น ส์ ตอนแรกเราก็กังวลใจ จึงไปเปิดหนังสือชาวบ้านชาวช่องดู (อ่า…ดูคำนี้เฉยๆ นะ) อ๊ะ หลายเล่มก็เขียน ส์ แฮะ

ส เสือ มาไง อ๊ะ หรือว่าเสือ…..

อาจจะมีเหตุผลง่ายๆ ว่า “มันซ้ำซ้อนซ้ำซาก ข้างหน้ามีโซ่แล้วไง ไม่เอาๆ” หรืออะไรก็สุดแล้วแต่… (บ.ก. เล่มนั้น)    

สุดท้ายจ๊อบนอกก็คือจ๊อบนอก เราก็ได้แต่คอยยอมๆ กันไป (เพื่อเงินๆ)

และหากคุณชอบเหตุผลข้างต้น ก็ใช้ ส์ ได้ไม่มีใครว่า…

แต่ถ้าคุณชอบและเชื่อเหตุผลเรา… หากมีเซ็กซ์ครั้งต่อไป ต้องใช้ ซ์ เท่านั้นนะจ๊ะ ^^

เค้าทำไฟ่เฝ…

เนื่องจากระบุตัวคนทำไฟ่เฝไม่ได้อย่างชัดเจนนัก จึงโยนทุกสิ่งอย่างไปให้ ‘เค้า’

เค้า คนเดียวกันกับ…เค้าว่ากันว่า

เค้า คนเดียวกันกับ…ก็เค้าบอกมาว่าอย่างนี้

เค้า คนเดียวกันกับ…ใครๆ เค้าก็ทำกัน

เค้า ที่ชอบพูด ตรงๆ เป็น กงๆ   เป็นไม้ฝาด (ไม้กวาด) เป็น เกียมตัว (เตรียมตัว) เที่ยวแถ็ก (เที่ยวเธคมั้ง) เฟี่ยง (เขวี้ยงเห๊อะ)

ล่าสุด แม่เป็นหนึ่งในแก๊ง ‘เค้า’ ไปด้วย

แม่ : “วันก่อนเห็นประยงชิดที่ตลาดแพงมาก”

ลูก :  (อะไรหว่า ชื่อเหมือนพวกเจ้าของสูตรน้ำพริก)

พ่อ : แต่ลูกใหญ่ๆ นี่หวานเลยนะ

ลูก : (ผลไม้เหรอ? น่าจะขึ้นต้นด้วยมะ…รึเปล่า มะยงเปล่า คุ้นกว่าอีก แม่มั่วปะเนี่ย!! (แอบเถียงเงียบๆ))

แล้วลูกอกตัญญูก็ไม่เชื่อคำบุพการี แถมฟังคำอย่างจับผิด มาถึงออฟฟิศเปิดราชบัณฑิตทันที อ่า..นั่นไงๆ มะยงชิด มะปรางพันธุ์หนึ่ง หวานแหลม อร่อยเชียะ!! (อาจารย์ยิ่งศักดิ์ก็มา)

เย็นนี้จะกลับไปแจ้งท่านแม่…

**อันนี้คิดเล่นๆ ระหว่างดูไตเติล ซีรีย์ อาทิตย์ชิงดวง

drama12

สินจัย เปล่งพานิช

//พานิช น หนู ไม่เคยมีเกิดขึ้นในภาษาไทยหรอกนะคะ…คุณปานระวี ฮึ..แต่ก็ไม่เป็น..เพราะเป็นนามสกุลที่ได้มาทีหลัง…คราวหน้าคราวหลัง จะแต่งงานหรือคบใครก็ดูให้ดีละกัน!! (เจ๊นกผิดไรวะ!! ฉัตรชัยใช้มาตั้งแต่ก่อนมึงเกิดแล้ว ^^)

อันนี้ฝากบอกชาวทริปอยุธยา :

เขวี้ยง เป็นภาษาปาก (ไม่มีในพี่พจ)

เฟี่ยง เป็นคำของ ‘เค้า’ (ดูที่ด้านบน)

ขว้าง คำที่ถูกต้องทางการ

ดังนั้นเราจึงเรียกกีฬา ขว้างจักร ไม่ใช้ เขวี้ยงจักร (อันนี้ออกแนวโมโหกรรมการและเกลียดโค้ช ^^)

สุดท้ายคือความเสียใจ…

บทเรียนราคาไม่แพงมากของวันนี้ มันช่างแสบสันต์ เอ้ย! แสบสัน ยิ่งนัก..

ด้วยการตรวจคำผิดที่มุมานะ ยกพจนานุกรมหนา ๑,๔๘๘ หน้า อยู่เป็นระยะ ทำให้เกิดอาการหมดเรี่ยวหมดแรง จึงหันมาสลับสับเปลี่ยนใช้สิ่งที่เราไว้ใจมากไม่แพ้กัน นั่นคือ พจนานุกรมฉบับมติชน แทน

แต่แล้วเจ้าก็หักหลังเรา ความไว้ใจที่มีทั้งหมด…ทำไม…ทำไม

คืองี้… อ่านๆ ไปแล้วก็เจอคำที่ทำเราจี๊ดๆ ในหัวใจ ใคร่หาความจริง อย่างคำว่า แสบสัน เข้าให้ อ๊ะ..เขียนไงหว่า มีการันต์มั้ยนะ เมื่อมาถึงจุดหมดระยะของแขนทั้งสอง จึงยกความไว้ใจทั้งหมดไปให้กับฉบับมติชน …อ้อ..

p-pu2

ลงมือใส่การันต์ไปตามนั้น..

ผ่านไปสักระยะ หนังสือออกจนไปอยู่ในหมวดหนังสือมือสอง เพิ่งค้นพบความจริงก็เมื่อวันที่ได้หนังสือเล่มล่าของราชบัณฑิตมา นั่นคือ อ่านอย่างไร และ เขียนอย่างไร มาอยู่ในมือ..

เปิดๆ ดู..

p-pu11

อ๊ะ!!… จุดอ่อนจากการที่ไว้ใจ…รุนแรงเลวร้ายกว่าทุกครั้ง

เจ็บเข้าไปถึงทรวง…คงอีกนาน กว่าจะกลับมาไว้ใจกันได้อีก แก้วร้าวก็ยากยิ่งจะประสาน

เจ็บแล้วต้องจำไว้เป็นบทเรียน!!

ผัดไท หรือ ผัดไทย

บทเรียนที่ 1 ผัด…

เมื่อ a day เล่มประมาณ 1 ปีก่อน… คอลัมนิสต์นามเรียวตะ ซูซูกิ ผู้เป็นเจ้าของคอลัมน์ team pladib ในตำนานได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ผัดไทย’ อาหารยอดฮิตแถบข้าวสาร

ผัดไทยเยอะเต็มหน้าคอลัมน์ มี ย บ้าง  ไม่มี ย บ้าง ทางปรู๊ฟไรเดอร์จึงนิ่งนอนใจต่อไปมิได้ เปิดอาวุธคู่กายทันที………ผัด….การเอาสิ่งที่ใช้เป็นอาหารใส่ลงในกระทะที่มีน้ำมันหรือน้ำเล็กน้อย เช่น ผัดข้าว ผัดหมี่…………อืม…ผัดหน้า…..ผัดผ่อน….ผัดวันประกันพรุ่ง…ผัน….อะ…ไม่มี…

เน็ตละกันเน็ตๆ….มีทั้ง 2 แบบ..อ่าวิกิ…ผัดไทย ตามนี้น่าจะถูกล่ะ…และแล้วเสียงพี่ก้องก็แทรกเข้ามาในโสตประสาทพร้อมสายตาเล็กๆ คู่นั้น…”ปูครับปูเชื่อวิกิพีเดียเหรอ”…อ่า…มะ..ไม่ก็ได้ค่ะพี่…ไม่ๆๆ เชื่อไม่ได้

สุดท้ายโทรสายด่วนสุขภาพจิตถึงราชบัณฑิต

ปูปรู๊ฟฯ – เอ่อ..ค่ะ..อยากทราบว่าผัดไทยเขียนยังไงคะ มี ย ยักษ์ หรือ ไม่มีคะ

ราชบัณฯ – มี ย ยักษ์ค่ะ

ปูปรู๊ฟฯ – อ้อค่ะ..แล้ว…

ราชบัณฯ – แกร๊ก ตู๊ด ตู๊ด..

ปูปรู๊ฟฯ – อ่า…ขอบ…ขอบคุณค่ะ…

แม้เค้าจะจากไปอยากรีบร้อน ไม่ได้ที่มา อย่างน้อยก็ได้สิ่งที่ต้องการที่สุด

‘ผัดไทย’

ร้านอาหารทราบแล้วเปลี่ยน!

หมายเหตุ: มีที่มาที่ไปเล็กน้อยในวิกิพีเดีย ลองติดตามอ่านดูได้จ้า หรือโทรหาคุณเต้อะเดย์ก็นับเป็นหนทางที่ดี…

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!